แชร์

มารุ้จักกับ ฟิล์มใสกันรอยรถยนต์ ทุกเรื่องที่คนรักรถต้องรู้ก่อน

อัพเดทล่าสุด: 21 ก.พ. 2026
9 ผู้เข้าชม


ฟิล์มใสกันรอยรถยนต์ (PPF) คืออะไร?
PPF ย่อมาจาก Paint Protection Film คือฟิล์มโพลียูรีเทน (Thermoplastic Polyurethane - TPU) คุณภาพสูงที่มีความยืดหยุ่นและใสเคลือบอยู่บนผิวสีรถ หน้าที่หลักคือเป็นเกราะป้องกันชั้นนอกสุดเพื่อรับแรงกระแทกและรอยขีดข่วนแทนสีรถเดิม

ความแตกต่างระหว่าง PPF กับการเคลือบแก้ว (Ceramic Coating)
หลายคนมักสับสนระหว่างสองสิ่งนี้:

การเคลือบแก้ว: เป็นชั้นเลเยอร์ของเหลวที่แข็งตัวบนผิวรถ ช่วยเรื่องความเงางาม ไล่น้ำ และกันรอยขีดข่วน "บางๆ" เท่านั้น

ฟิล์มใสกันรอย (PPF): เป็นวัสดุที่มีความหนา (โดยทั่วไป 150-200 ไมครอน) สามารถป้องกันเศษหินและรอยลึกได้ดีกว่าหลายเท่า 

 

โครงสร้างของฟิล์มใสกันรอยรถยนต์
ฟิล์มใสกันรอยคุณภาพสูงมักผลิตจากวัสดุประเภท เทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นสูง ทนแรงกระแทก และมีความใสเป็นพิเศษ โดยโครงสร้างทั่วไปประกอบด้วยหลายชั้น ได้แก่:

1. ชั้นเคลือบผิว (Top Coat Layer)
เป็นชั้นบนสุด มีคุณสมบัติป้องกันคราบสกปรก และในบางรุ่นมีคุณสมบัติ Self-Healing หรือ “ซ่อมแซมตัวเอง” เมื่อเกิดรอยขนแมวเล็ก ๆ เพียงได้รับความร้อนจากแสงแดดหรือไดร์ลมร้อน

2. ชั้นฟิล์มหลัก (TPU Layer)
ทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากสะเก็ดหินหรือรอยขีดข่วน

3. ชั้นกาว (Adhesive Layer)
เป็นกาวชนิดพิเศษที่ยึดติดกับพื้นผิวสีรถได้แน่น แต่สามารถลอกออกได้โดยไม่ทำลายสีเดิม หากติดตั้งและถอดโดยผู้เชี่ยวชาญ



เจาะลึกวัสดุฟิล์ม PPF: เลือกแบบไหนให้คุ้มค่า?
ในตลาดปัจจุบันมีวัสดุหลักๆ 3 ประเภทที่คุณต้องเจอ:

ประเภทวัสดุ ความทนทาน คุณสมบัติเด่น อายุการใช้งาน
PVC (Polyvinyl Chloride) ต่ำราคาถูก แข็งและกรอบง่าย 1-2 ปี
TPH (Hybrid) ปานกลางยืดหยุ่นกว่า PVC ราคาคุ้มค่า 2-3 ปี
TPU (Thermoplastic Polyurethane) สูงสุดSelf-Healing ใสมาก,ไม่เหลืองง่าย 5-10 ปี

คุณสมบัติเด่นของฟิล์ม PPF เกรดพรีเมียม

3.1 Self-Healing (รอยหายเองได้)
คุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุดของ TPU คือเมื่อเกิดรอยขนแมวหรือรอยขีดข่วนเบาๆ เพียงแค่ได้รับความร้อน (จากแสงแดดหรือน้ำร้อน) โมเลกุลของฟิล์มจะเรียงตัวใหม่ทำให้รอยนั้นจางหายไปเอง

3.2 Hydrophobic (การไล่น้ำ)
ฟิล์มสมัยใหม่จะมีชั้น Top Coat ที่ช่วยลดการเกาะตัวของน้ำและสิ่งสกปรก ทำให้ล้างรถง่ายขึ้นและลดการเกิดคราบน้ำ (Water Spots)

3.3 Anti-Yellowing (ป้องกันฟิล์มเหลือง)
ฟิล์มคุณภาพต่ำจะเหลืองเร็วเมื่อเจอแดดเมืองไทย แต่ฟิล์มเกรด High-end จะมีสาร UV Stabilizer ป้องกันไม่ให้ฟิล์มเปลี่ยนสี

 

ขั้นตอนการติดตั้งฟิล์มใสกันรอย (Step-by-Step)

1. Decontamination: การล้างรถและดินน้ำมันเพื่อขจัดสิ่งสกปรกฝังลึก

2. Paint Correction: การขัดเตรียมผิวส้มและรอยขีดข่วนเดิมออก เพราะถ้าติดฟิล์มทับรอยเหล่านั้นจะถูกสตาฟไว้ตลอดกาล

3. Installation Options:
3.1 Manual Cut: ช่างใช้มีดกรีดสดบนตัวรถ (ต้องใช้ความชำนาญสูงมาก)
3.2 Computer Pre-cut (Software): ใช้ซอฟต์แวร์ตัดฟิล์มตามสัดส่วนรถแต่ละรุ่น ลดความเสี่ยงจากใบมีด

วิธีการดูแลรักษาฟิล์มหลังการติดฟิล์มใสกันรอย
1. ห้ามล้างรถในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก เพื่อให้กาวเซ็ตตัว
2. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจี้บริเวณขอบฟิล์ม
3. การใช้น้ำยาเคลือบเฉพาะสำหรับฟิล์ม PPF เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ติดฟิล์มใสกันรอย (PPF) vs ไม่ติด อะไรดีกว่ากัน?


การเปรียบเทียบ

ติดฟิล์ม PPF (เกรด TPU) กรณีไม่ติดฟิล์ม (ปล่อยสีเดิม/เคลือบแก้ว)
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 50,000 - 150,000 บาท 0 - 25,000 บาท (ค่าเคลือบแก้ว)
รอยขีดข่วน/
เศษหินฟิล์มรับแรงกระแทก 
รอยหายเองได้สีรถกะเทาะ  เกิดรอยขนแมวสะสม
การดูแลรักษา ล้างน้ำเปล่าได้ง่าย คราบไม่ฝังลึก ต้องขัดเคลือบสีบ่อยๆ ทุกปี
กรณีเกิดอุบัติเหตุ เบาลอกฟิล์มเปลี่ยนชิ้นใหม่
(สีเดิมยังสวย)
ต้องทำสีใหม่ (สีเพี้ยน/เสียราคา)
ราคาขายต่อ สูงกว่า เพราะได้ "สีเดิมโรงงาน" ต่ำกว่า หากมีการทำสีใหม่หรือริ้วรอยเยอะ


ข้อดีของการติดฟิล์ม PPF
รักษาราคาขายต่อ (Resale Value) เพราะสีเดิมโรงงานยังสมบูรณ์
ประหยัดเวลาในการดูแลรักษา
ความสบายใจในการขับขี่ ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเศษหิน

ข้อพึงระวังของการติดฟิล์ม PPF
เนื่องจากการติดฟิล์มมีราคาสูง (เริ่มต้นหลักหมื่นถึงหลักแสน)
หากช่างติดตั้งไม่ชำนาญ อาจเกิดรอยมีดหรือฟิล์มเผยอในภายหลัง ดังนั้นจึงต้องเลือกร้าน และช่าง ที่เราไว้ใจ

กลุ่มรถยนต์ที่ควรจะติดฟิล์มใสกันรอย

1. รถ Supercar / Luxury Car: ค่าทำสีต่อชิ้นแพงกว่าค่าฟิล์มหลายเท่า
รถที่ต้องการเก็บไว้ใช้นานกว่า 5 ปี: ฟิล์มจะช่วยสตาฟความใหม่ไว้ได้ตลอดอายุการใช้งาน

2. คนที่ไม่มีเวลาดูแลรถ: PPF ช่วยให้การล้างรถเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องเข้าร้านคาร์แคร์เพื่อขัดรอยบ่อยๆ

3. รถสีพิเศษ (Matte/Satin): สีด้านจากโรงงานถ้าเป็นรอยจะซ่อมยากมาก การติดฟิล์มด้าน (Satin PPF) คือทางออกเดียว

ทำไม TPU ถึงเป็น "ที่สุด" ของฟิล์มใสกันรอย?

ฟิล์มใสกันรอยผลิตจาก เทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (Thermoplastic Polyurethane) หรือ TPU วัสดุชนิดนี้ไม่ใช่พลาสติกเกรดทั่วไป แต่เป็น "วิศวกรรมวัสดุ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมการปกป้องโดยเฉพาะ

1.คุณสมบัติทางกายภาพที่เหนือชั้น
ความยืดหยุ่นและการคืนตัว (Elastomeric Properties): TPU มีโครงสร้างโมเลกุลที่สามารถยืดออกได้กว้างและกลับคืนรูปเดิมได้โดยไม่เสียทรง สิ่งนี้ทำให้ช่างติดตั้งสามารถ "รีดฟิล์ม" เข้ากับส่วนโค้งเว้าของกันชนรถ Supercar ได้อย่างแนบเนียนโดยไม่เกิดรอยยับ

2. ความต้านทานแรงกระแทก (Impact Resistance): เมื่อเศษหินกระเด็นใส่ด้วยความเร็วสูง เนื้อฟิล์ม TPU จะทำหน้าที่เป็น "โช้คอัพ" กระจายแรงกระแทกออกไปด้านข้าง แทนที่จะปล่อยให้แรงนั้นเจาะทะลุไปถึงชั้นสีรถ

3. ความทนทานต่อสภาพอากาศ (Weatherability): TPU เกรดพรีเมียมถูกออกแบบมาให้ทนต่อรังสี UV และอุณหภูมิที่สูงจัดในประเทศไทย (ซึ่งอาจสูงถึง 60-70°C บนพื้นผิวรถที่จอดกลางแดด) ทำให้ฟิล์มไม่กรอบแตกหรือเหลืองง่ายเหมือนวัสดุ PVC ในสมัยก่อน

มิติใหม่แห่งความเงางาม: เมื่อการปกป้องมาพร้อมกับความสวย
หลายคนกังวลว่าการติดฟิล์มจะทำให้รถดูดรอปลงหรือ "ดูออกว่าติดฟิล์ม" แต่ในความเป็นจริง TPU รุ่นใหม่ทำให้สีรถเงาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (High Gloss Finish)

Optical Clarity: ฟิล์ม TPU มีความใสเคลียร์ระดับสูง ไม่ทำให้เม็ดมุกหรือเกล็ดเมทัลลิกในสีรถดูมัวหมอง

Deep Shine: ชั้น Top Coat ของฟิล์มมีคุณสมบัติสะท้อนแสงที่ยอดเยี่ยม ช่วยเพิ่มความลึก (Depth) ของสีรถ ทำให้รถสีเข้มดูเข้มข้นขึ้น และรถสีสว่างดูใสเป็นประกายเหมือนรถโชว์ในงาน Motor Show ตลอดเวลา

ทำไมต้องเลือก TPU สำหรับรถที่คุณรัก?
การเลือกติดฟิล์มใสกันรอยที่เป็นเนื้อ TPU คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับคนรักรถ เพราะคุณจะได้ครบทั้ง 3 มิติ:

Protective: ปกป้องสีเดิมจากเศษหิน รอยขีดข่วน และมลภาวะ
Aesthetic: เพิ่มความเงางาม โดดเด่นกว่ารถทั่วไป
Financial: รักษามูลค่าขายต่อให้สูงที่สุด

คุ้มค่าแค่ไหน ที่จะติดฟิล์มใสกันรอย
มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด: "ความคุ้มค่า" หากเรามองการติดฟิล์มเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย เราจะเห็นตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย: ติด PPF vs ทำสีใหม่
หากคุณขับรถราคา 2,000,000 บาท แล้วโดนเศษหินกระเด็นใส่จนฝากระโปรงเป็นรอย:

กรณีไม่ติดฟิล์ม: คุณต้องทำสีชิ้นนั้นใหม่ ค่าทำสีเกรดพรีเมียมอาจอยู่ที่ 5,000 - 8,000 บาท แต่สิ่งที่คุณเสียไปคือ "สีเดิมจากโรงงาน" ซึ่งจะทำให้ราคาขายต่อรถตกลงทันทีอย่างน้อย 50,000 - 100,000 บาท เพราะผู้ซื้อจะมองว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุ

กรณีติดฟิล์ม: ฟิล์มอาจจะขาด แต่สีรถด้านล่างยังสมบูรณ์ 100% คุณเพียงแค่ลอกฟิล์มชิ้นนั้นออกและติดใหม่ (ราคาประมาณ 4,000 - 7,000 บาท) โดยที่มูลค่ารถไม่ลดลงเลย

สรุปความคุ้มค่า: การติดฟิล์ม PPF รอบคันในราคา 80,000 บาท อาจดูแพงในวันแรก แต่ถ้ามองว่ามันคือการรักษา "มูลค่ารถ" ไม่ให้หายไปหลักแสนในวันที่ขายต่อ เท่ากับว่าคุณได้ใช้ฟิล์มฟรี แถมยังได้กำไรจากสภาพรถที่สวยงามตลอดการใช้งาน

 


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy